Health

“สิว” ปัญหาผิวสุดคลาสสิก ป้องกันได้ด้วยความเข้าใจ

3

เชื่อว่าทุกคนล้วนเคยเป็นสิวกันใช่ไหมคะ แล้วเคยสังเกตมั้ยคะ…ว่าคนที่เป็นสิวก็จะเป็นสิวมากอยู่อย่างนั้น ใครโชคดีไม่ค่อยเป็นสิวก็จะไม่ค่อยเป็นเลย นั่นเป็นเพราะสาเหตุของสิวหลักๆนั้น ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม ฮอร์โมน และลักษณะผิวตามธรรมชาติของแต่ละคน แต่อย่าเพิ่งน้อยใจกันไปค่ะ แม้ว่าเราจะมีต้นทุนทางพันธุกรรมไม่เท่ากัน แต่ถ้าเราเข้าใจและรู้วิธีที่ถูกต้องในการจัดการกับสิว ปรับพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการก่อให้เกิดสิว หน้าสวยเรียบใสก็จะไม่ไกลเกินความสามารถของเราอย่างแน่นอน

ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับสิวแต่ละชนิดกันอย่างละเอียด ว่าปัญหาสิวของแต่ละคนมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะหาทางล้างบางเหล่าสิวตัวร้ายให้ถูกจุดกัน!

สิว ในที่นี้จะหมายถึงสิวที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า “สิวปกติ” ซึ่งจะต่างจาก ”สิวไม่ปกติ” อื่นๆ เช่น สิวแพ้ยา,ผื่นคล้ายสิว, สิวเทียม, สิวผดจากยีสต์, สิวสเตอรอยด์  เป็นต้น

มาทำความรู้จักกับ จุดกำเนิดของสิว ซึ่งนั่นก็คือภายในรูขุมขนของเรานั่นเอง…

ภายในรูขุมขนจะประกอบด้วย

  • เส้นขน หรือขนอ่อน
  • ต่อมไขมัน ทำหน้าที่ผลิตไขมันออกมาจากรูขุมขน ขึ้นมาหล่อเลี้ยงผิว สร้างสมดุลความชุ่มชื่น ซึ่งเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกาย
  • เซลล์บุผนังรูขุมขน ที่จะผลัดเองโดยธรรมชาติ โดยปกติจะผลัดออกทุกๆ 28 วัน

เมื่อส่วนประกอบข้างต้นเกิดมีปริมาณที่ไม่สมดุลไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม และมีสิ่งสกปรกต่างๆ เช่น ผุ่นผงในอากาศ หรือสิ่งสกปรกที่มาสัมผัสกับใบหน้า เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ตกค้างอยู่บนใบหน้าและรูขุมขน เกิดเป็นต้นตอของสิวทั้งมวลนั่นคือ เกิดการก่อตัวสะสมของสารเหนียวชนิดหนึ่ง ที่เราเรียกว่า “คอมิโดน” (comedones) ขึ้นภายในรูขุมขนของเรา

คอมิโดน = ขนอ่อน + น้ำมัน + เซลล์ผิวที่ลอกตัว + ฝุ่นผงและสิ่งสกปรกต่างๆ

Artboard 1

คงพอจะนึกออกกันแล้วใช่ไหมคะ… ว่ามันไม่ง่ายเลยที่หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการก่อตัวของสาร “คอมิโดน” ต้นตอของสิว

สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อการก่อตัวของ โคมิโดน

กล่าวคือ โคมิโดน เกิดขึ้นจากความไม่สมดุลของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลายๆสิ่ง จากส่วนประกอบของโคมิโดน ดังที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งมีสาเหตุมากจากหลายปัจจัย ดังต่อไปนี้ค่ะ

1.ฮอร์โมน แอนโดรเจน (androgen)      

ฮอร์โมน แอนโดรเจน (androgen) ส่งผลถึงปริมาณการผลิตไขมันจากต่อมไขมันและปริมาณการผลัดเซลล์ผิวโดยฮอร์โมน แอนโดรเจน พบมากในเพศชาย แต่ก็พบได้ในเพศหญิง เช่นกัน โดยช่วงที่ฮอร์โมนแอนโดรเจนนี้ส่งผลให้ต่อมไขมันผลิตไขมันออกมามากเป็นพิเศษ คือช่วงที่ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงผันผวนในหลายๆกรณี ได้แก่

  • ช่วงฮอร์โมนพลุ่งพลานในช่วงวันรุ่น
  • ช่วงการมีรอบเดือน หรือการตั้งครรภ์ในเพศหญิง
  • ความเครียด และการพักผ่อนน้อยก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
  • อาหารบางประเภทมีผลกระตุ้นฮอร์โมน เช่น อาหารที่มีไอโอดีน และฟลูออไรด์ เช่น อาหารทะเล สาหร่ายทะเล หอย ผักโขม อาหารคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น แป้ง น้ำตาล อาหารจำพวกนม หรือชีส มีส่วนประกอบเป็นฮอร์โมนแอนโดรเจน กระตุ้นการผลิตไขมันในรูขุมขน รวมทั้งอาหารรสจัด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ความแปรปรวนของฮอร์โมนตามพันธุกรรม เนื่องจากร่างกายของแต่ละบุคคลมีพันธุกรรมที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการผลิตฮอร์โมนที่ต่างกัน ซึ่งธรรมชาติการผันผวนของฮอร์โมนจากผลกระทบต่อปัจจัยต่าง ๆในแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน บางคนผันผวนมาก ผันผวนน้อย ส่งผลต่อโอกาสในการเกิดสิวที่แตกต่างกันตามธรรมชาติของบุคคล

2.โครงสร้างของผิวตามพันธุกรรม 

คือความแข็งแรงของผิว ความสามรถในการซ่อมแซมผิว และระบบน้ำเหลืองส่งผลต่อการเกิดสิวของแต่ละบุคคล

3.การละเลยการดูแลผิวหน้า การดูแลผิวหน้าที่ผิดวิธี

  • การปล่อยให้หน้ามันโดยไม่ดูแลรักษาโดยถูกวิธี เพิ่มโอกาสให้ไขมันเหล่านั้นก่อตัวเป็นคอมิโดน
  • การปล่อยให้หน้าแห้งเกินไป โดยการอยู่ในห้องปรับอากาศ หรือสัมผัสแสงแดดมากๆ โดยไม่ป้องกันบำรุงด้วยมอสเจอร์ไรเซอร์ทำให้ร่างกายพยายามสร้างไขมันขึ้นมาทดแทนมากขึ้น ทำให้เกิดสิวง่าย
  • การขัดหน้าบ่อยเกินไป ทำให้ผิวหน้าหหนารูขุมขนแคบลง ทำให้เกิดสิวอุดตันได้ง่ายขึ้น
  • การใช้กระดาษซับมันบ่อย ๆ เป็นการขจัดไขมันออกไปมากเกินไป ยิ่งเป็นกระตุ้นให้ร่างกายสร้างไขมันมากขึ้น
  • การล้างหน้าบ่อยเกินไป กระตุ้นการสร้างไขมันส่วนเกินบนใบหน้าเช่นกัน
  • รักษาความสะอาดได้ไม่ดีพอ ทำให้มีความมันและสิ่งสกปรกตกค้างบนใบหน้า ต้นเหตุของสิว การล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าอย่างเดียว โดยไม่ใช้ผลิตภัณฑ์เช็ดเครื่องสำอางก่อน ทำให้ไม่สามารถล้างเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าได้หมด ทำให้ตกค้างสะสมบนใบหน้า

สิว 

แบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ๆ 2 ประเภท ได้แก่ สิวอุดตัน และสิวอักเสบ

โดยสิวทั้งสองประเภทนี้มีต้นกำเนิดมาจากการก่อตัวของ “คอมิโดน” เช่นเดียวกัน ซึ่งพูดง่ายเลยก็คือ

สิวอักเสบนั้นเกิดจาก “สิวอุดตัน” ที่เกิดการลุกลามกลายเป็น“สิวอักเสบ”

สาเหตุที่ทำให้สิวอุดตันธรรมดากลายร่างเป็นสิวอักเสบ มีหลายสาเหตุ ดังต่อไปนี้

  1. เกิดการแตกหรือรั่วของผนังรูขุมขน เนื่องจากขนาดของ “คอมิโดน” ที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่รูขุมขนจะรับไหว
  2. เกิดการแตกหรือรั่วของผนังรูขุมขน เนื่องจากการกด หรือบีบสิวอุดตัน
  3. สิวอุดตันติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดการอักเสพของผิว เชื้อแบคทีเรียทำให้สิวอุดตันกลายเป็นสิวอักเสพนั้นส่วนใหญ่ คือ เชื้อ Propionibacterium acnes หรือเรียกย่อ ๆว่า “P.Acne”

สาเหตุการเกิดสิว 

ลักษณะของสิวแบบต่างๆ

1.สิวอุดตัน (comedone) หรือ สิวไม่อักเสบ (non-inflammatory acne) 

สิวชนิดนี้ไม่มีความรุนแรงมากนัก ไม่ก่อความเจ็บปวดใดๆ สิวชนิดนี้ยังมีชื่อเรียกที่คุ้นหูอีกหลายชื่อ ได้แก่ สิวผด สิวเสี้ยน สิวไม่มีหัว สิวคอมีโดน ซึ่งจะมีชื่อเรียกแตกต่าง กันตามสิวอุดตันประเภทย่อยๆ ได้อีกดังนี้

  • สิวหัวเปิด(Open comedone) หรือ สิวหัวดำ (Black head) มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็กน้อย เส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 0.1-3 มิลลิเมตร และสังเกตดีๆ จะมีจุดดำอยู่ตรงกลาง ซึ่งจุดเหล่านี้ก็เป็นกลุ่มเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว, ไขมัน, และเชื้อ P.acnes อุดอยู่ในท่อเปิดของต่อมไขมัน  เกิดจาก“คอมิโดน” ที่อุดตันอยู่ในรุขุมขน ทำปฏิกิริยา oxidation กับออกซิเจนในอากาศ ทำให้มองเห็นเป็นจุดสีดำ สิวชนิดนี้ควรกำจัดออก เพื่อป้องกันไม่ให้สิวอุดตันเพิ่มขึ้นจนรูขุมขนรับแรงดันไม่ไหวเกิดการแตกหรือรั่ว หรือติดเชื้อแบคที่เรียจนกลายเป็นสิวอักเสบ แต่ควรกำจัดด้วยวิธีที่ถูกต้องไม่เช่นนั้นจะทำให้ผิวอักเสบจากการกดหรือบีบผิดวิธี กลายเป็นสิวอักเสบได้อีกเช่นกัน
  • สิวหัวปิด (Closed comedone ) หรือ สิวหัวขาว (White head ) เป็นตุ่มนูนเล็กน้อย เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.1-3 มิลลิเมตร มีสีเดียวกับผิวหนังปกติ สิวประเภทนี้เกิดจากการอุดตันสะสมอยู่ในท่อเปิดของต่อมไขมันและขุมขน (Pilosebaceous unit)  เกิดจากการก่อตัวสำสมของ “คอมิโดน”ในรูขุมขนใต้ผิวหนังที่มีทางออกเล็กมากจนมองไม่เห็น ตัวสิวไม่สามารถปรากฏให้เห็นจากภายนอก ไม่สามารถออกมาสัมผัสกับอาการเหมือนสิวหัวดำ ทำให้เกิดสิวลักษะเป็นเม็ดผดเล็กๆ สีใกล้เคียงกับผิว หรืออ่อนกว่าเล็กน้อย เราไม่สามารถกดสิวชนิดนี้ออกมาจากปากรูขุมขนที่เล็กเกินไปนี้ได้ หากยิ่งไปกดหรือบีบ ไขมันจะทะลักกลับเข้าไปในผิว ทำให้เนื้อเยื่อเสียกาย เกิดแผล รอยดำ หรือพัฒนาลุกลามเป็นสิวอักเสบได้อีก สิวชนิดนี้จะสามารถอยู่ใต้ผิวได้นานหลายสัปดาห์ ถึงหลายเดือน เนื่องจากไม่สามารถกดสิวชนิดนี้ออกมาได้ จึงมีโอกาสที่สิวจะสะสมอุดตันมากขึ้นทำให้เกิดการอักเสบได้เองมาก และข่าวร้ายก็คือ สิวชนิดนี้จะกลายเป็นสิวอักเสบถึง 75%

2.สิวอักเสบ (inflammatory acne)

สิวประเภทนี้เป็นการอักเสบของเม็ดอุดตัน โดยมีลักษณะเป็นเม็ดบวมแดง บางครั้งเป็นหัวหนอง หรืออาจจะกลายเป็นถุงซีสต์ ที่เรียกว่า “สิวหัวช้าง” โดยสิวอักเสบ สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดด้วยกัน นั่นคือ

  • สิว ชนิดตุ่มนูนแดง (Papule) มีขนาดแตกต่างกันออกไป ร้อยละ 50 ของสิวชนิดนี้เกิดจากสิวที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (microcomedone), 25% เกิดจากสิวหัวปิด และอีก 25% เกิดจากสิวหัวเปิด
  • สิวหนอง (Pustule) มีได้หลายขนาด อาจตื้น หรือ ลึกก็ได้ ถ้าเป็นสิวหนองชนิดตื้นจะหายได้เร็วกว่าชนิดที่เป็นตุ่มนูนแดงแข็ง (papule) ส่วนสิวหนองชนิดลึกมักจะพบน้อยกว่า และพบในผู้ที่เป็นสิวค่อนข้างรุนแรง โดยเริ่มมาจากตุ่มนูนแดงแข็งก่อน อาจเป็นอยู่ได้นานมากกว่า 7 วัน มักมีอาการเจ็บร่วมด้วย และใช้เวลาในการหายประมาณ 2-6 สัปดาห์
  • สิวอักเสบแดงเป็นก้อนลึก (Nodule) มักมีขนาดตั้งแต่ 8 มม. ขึ้นไป อาจใช้เวลาในการหายถึง 8 สัปดาห์ และมักจะทำให้เกิดเป็นรอยแผลเป็นตามมาได้
  • สิวเป็นถุงขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง (Cyst) พบได้ไม่บ่อย มักมีขนาดใหญ่ได้หลายเซนติเมตร ภายในบรรจุหนองหรือสารเหลวคล้ายเนย รอยโรคอาจรวมกันเป็นสิวขนาดใหญ่มากๆ ได้ สิวลักษณะนี้มักจะก่อให้เกิดรอยแผลเป็นเสมอ
  • สิวเสี้ยน (Trichostasis spinulosa) สิวประเภทนี้พบได้ค่อนข้างบ่อยเลยค่ะ โดยเฉพาะ บริเวณจมูก, คาง, ลำตัวส่วนบน, ต้นแขน และหลังบริเวณระหว่างกระดูกสะบัก ถึงเราจะเรียกว่าเป็นสิวเสี้ยน แต่จริงๆ แล้วทางการแพทย์ไม่จัดว่าสิวเสี้ยน เป็นสิวนะคะ เพียงแต่ว่าเนื่องจากบริเวณที่พบสิวเสี้ยนเป็นบริเวณใกล้เคียงกับที่พบสิวโดยทั่วไป และก่อปัญหาทางด้านความงามได้พอๆ กับสิวอื่นๆเลย

 

Artboard 3

**ปัจจัยที่ทำให้สิวอุดตัน กลายเป็นสิวอักเสบ**

1.โครงสร้างของผิวตามพันธุกรรม ผู้ที่มีผิวอ่อนแอและซ่อมแซมตัวเองได้น้อยกว่า เกิดการอักเสบจากดันจากสิวหรือการบีบกดสิวได้ง่ายกว่า

2.พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน การรบกวนผิวหน้าบ่อยๆ เช่นการจับ แคะ แกะ เกา การเสยผม เท้าคาง การนำโทรศัพท์มือถือแนบแก้มบ่อยๆ กระตุ้นการอักเสบของผิว และเปิดโอกาสให้เชื้ออแบคทีเรียเข้าสู่รูขุมขนได้ง่ายขึ้น

3.ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว ในกรณีของคนที่ทราบว่าตนเองมีผิวที่แพ้ง่าย แต่ยังเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เสี่ยงต่อการแพ้ เช่น ลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม หรือสีสังเคราะห์ และสารอันตรายต่างๆ หรือชอบลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆตามแฟชั่นที่เชื่อถือไม่ได้  ทำให้ผิวเสี่ยงต่อการอักเสบมากขึ้น

4.ความสะอาดของสิ่งที่ต้องสัมผัสกับใบหน้า เช่น ฟองน้ำลงรองพื้น แปรงปัดแก้ม อุปกรณ์แต่งหน้าต่างๆ เป็นที่สะสมของแบคทีเรีย ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ

5.การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ส่งผลให้เส้นเลือดตีบ ทำให้ผิวหน้าได้รับสารอาหารและออกซิเจนไม่เพียงพอ ผิวจึงไม่แข็งแรง ง่ายต่อการอักเสบ

รู้อย่างนี้แล้วการดูแลผิวหน้าให้สุขภาพดีไร้สิว ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป เพียงแต่ต้องอาศัยวินัยในการดูแลรักษา และต้องใจเย็นดูแลรักษาผิวอย่างอดทน เพียงแค่นี้ก็สามารถอวดผิวใสไร้สิวได้อย่างมั่นใจแล้วค่ะ

 

ที่มา

https://medthai.com

https://www.pharmabeautycare.com/

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *