Health

ผิวสาวที่กลัวฝน

paraben head cover

 

“สายฝนที่เย็นฉ่ำนอกจากทำให้ไม่สบาย เป็นไข้หวัดกันได้แล้ว.. ในสายฝนนั้นยังมีอันตรายที่ไม่คาดคิดอีกที่ส่งผลเสียต่อผิวสวยของเราอีกหลายข้อเลยทีเดียว”

 1.อย่าชะล่าใจกับแสงแดดที่มองไม่เห็น ในช่วงฤดูฝนแบบนี้ แสงแดดอาจจะไม่ได้แรงมากเหมือนกับช่วงอื่นๆ ของปี แต่อย่าลืมว่าถึงอย่างไรดวงอาทิตย์ก็ยังส่องแสงใส่เราอยู่ตรงนั้นเหมือนเคย ในบรรยากาศอึมครึมครึ้มเมฆแบบนี้ รู้มั้ยว่ารังสี UVA ยังคงสามารถส่องผ่านม่านเมฆมาทำลายผิวได้ หนำซ้ำแสง UVA ยังทำร้ายผิวได้ลึกถึงชั้นไฮปอร์เดอร์มิส(Hypodermis) หรือส่วนที่ลึกที่สุดของผิวเลยทีเดียว ดังนั้น แม้ในวันที่ไม่มีแดด ก็ไม่ควรชะล่าใจ ละเลยในการปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดดังเช่นทุกๆวัน

Web

 

2.เมื่อน้ำฝนไม่ใช่น้ำที่สะอาดอีกต่อไป โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ น้ำฝนได้ชะล้างฝุ่นผงและ มลภาวะสารเคมี เชื้อโรคต่างๆ ลงมาด้วย และน้ำฝนที่เต็มไปด้วยมลพิษนี้ยังมีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งสามารถทำร้ายผิวได้หากเปียกฝนหรือโดนละอองฝน ทางที่ดีทันที่ที่กลับถึงบ้านควรรีบอาบน้ำ สระผม ชำระล้างสิ่งสกปรกและมลภาวะออกจากผิวโดยด่วน และอย่าลืมทาครีมบำรุงผิวหลังอาบน้ำเพื่อฝื้นฟูและบำรุงผิวให้สวยใส ชุมชื่นชุ่มฉ่ำตลอดหน้าฝน

ต่อสู้กับมลภาวะมาทั้งวันแล้ว ยังต้องมาเจอสารเคมีในผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายอีกหรือ?

ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ เขาค้อทะเลภู ใช้วัตถุดิบธรรมชาติ แทนสารเคมีที่อันตราย

🍃ทุกสูตรปราศจากสารเคมีอันตราย 🍃
✔ปราศจาก PARABEN
✔ปราศจาก SLS/SLES
✔ปราศจาก SILICONE
✔ปราศจาก ALCOHOL
✔ปราศจาก น้ำหอม
✔ปราศจาก สีสังเคราะห์

14611164_1135849116482402_2761301324882759850_n

Knowledge, Uncategorized @th

อันตรายจากสารปรอทในสบู่

 

paraben head cover

สบู่ฟอกผิวขาว เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่เราเห็นอยู่ทั่วไป มีหลากหลายยี่ห้อ ขายกันเกลื่อน Social Network ไปหมด และมีเจ้าใหม่ๆ ผลิตออกมาขายกันเรื่อยๆ ซึ่งบางยี่ห้อก็เป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพ เป็นสบู่ที่ได้มาตรฐานและผ่านการรับรอง

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีผลิตภัณฑ์อีกกลุ่มหนึ่งที่ผลิตมาอย่างไม่ถูกต้อง มีการใช้สารที่ทำให้ผิวขาวแต่เป็นอันตรายอย่าง “สารปรอท” ผสมเข้าไปในเนื้อของสบู่ด้วย ซึ่งสินค้าแบบนี้เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ส่วนใหญ่ที่เห็นก็มักจะมีโฆษณาว่ามีสรรพคุณครอบจักรวาลแก้ปัญหาผิวพรรณได้หมดทุกอย่าง กล่าวอ้างว่าทำให้ผิวขาวใสได้ในเวลาแค่ 7 วัน !

Web

 

ซึ่งจริงๆ สารปรอทสามารถทำได้เพราะมันมีฤทธิ์ฟอกผิว แต่ปรอทเป็นสารพิษมีอันตรายต่อร่างกายของมนุษย์ ผู้ที่ผสมสารชนิดนี้เข้าไปเรียกได้ว่าหวังให้ผลง่ายๆ แต่ไม่ใยดีต่ออันตรายของผู้บริโภคเลยทีเดียว..

อันตรายของสารปรอทนั้นสามารถทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิว มีอาการแสบร้อนเกิดรอยไหม้ คันมีสิวขึ้นเห่อ อีกทั้งปรอทยังสามารถซึมเข้าสู่กระแสโลหิตทำลายระบบประสาท ทำลายไต และมีผลต่อสมอง จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ดังนั้นหนีให้ห่างเข้าไว้อย่าได้เผลอไปใช้กันเลยทีเดียว

ดังนั้นก่อนตัดสินใจเชื่อคำโฆษณา ควรตรวจดูฉลากว่ามีเลขที่จดแจ้งที่ได้ขึ้นทะเบียนกับ อ.ย. หรือไม่ และควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตและจำหน่ายที่น่าเชื่อถือเท่านั้น อย่าไปเชื่อการโฆษณาว่าหน้าขาวเร็ว หรือราคาที่ถูก เพราะหากพลาดไปนอกจากหน้าพังแล้วยังเสี่ยงล้มป่วย หรือถึงขั้นเสียชีวิต

เลือกสบู่ที่ทำความสะอาดผิวได้หมดจด แต่ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ปราศจากสารเคมีที่สุ่มเสี่ยง หรืออันตราย ผิวกายจะได้สวยสุขภาพดีๆไปนานๆ

 

Knowledge

SLS และ SLES สารเคมีในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายที่พึงระวัง

Print

 

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย  ไม่ว่าจะเป็นสบู่ แชมพู ยาสีฟัน เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องนำมาสัมผัสร่างกายของเราในทุกๆ วัน แต่หลายต่อหลายคนอาจไม่ค่อยได้ใส่ใจกันเท่าไหร่นัก ..

แน่นอนว่าสารที่สำคัญที่สุดในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย คือสารทำความสะอาด ตามชื่อของมันนั่นเอง

สารทำความสะอาดทำงานอย่างไร?

สารทำความสะอาด หรือ surfactant มีหน้าที่ลดแรงตึงผิวของน้ำ เพื่อให้น้ำแทรกซึมเข้าไปทำความสะอาดผิวของเราได้ดี แสดงให้เห็นในรูปแบบของฟองนั่นเอง โดยโมเลกุลของสารทำความสะอาดด้านนึงจะจับกับน้ำ และด้านนึงจะจับกับน้ำมันซึ่งก็คือไขมันและสิ่งสกปรกบนร่างกายของเรา เมื่อเรานำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายมาผสมกับน้ำแล้วนำมาใช้ทำความสะอาดร่างกาย สารทำความสะอาดจะเข้าไปทำปฏิกิริยากับผิว โมเลกุลของสารทำความสะอาดจะเข้าไปจับไขมันบนตัวเรา และไหลออกไปกับน้ำ ทำให้รู้สึกตึง เกิดความรู้สึกไม่มัน จึงคิดว่านั่นคือความสะอาด

สารทำความสะอาดที่นิยมใช้กันมากในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย คือ SLS และ SLES หรือที่มีชื่อเต็มว่า Sodium Lauryl Sulfate และ Sodium Lauryl Ether Sulfate

นอกจากนิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายแล้ว ยังนิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอื่นๆด้วย เช่น น้ำยาถูพื้น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างรถ เพราะ SLS และ SLES นี้เป็นสารทำความสะอาดที่ออกฤทธิ์แรง และมีใช้ในปริมาณไม่มากก็ทำให้ได้ประสิทธิภาพการทำความสะอาดมาก ให้ฟองเยอะ ยิ่ง SLS และ SLES มีความเข้มข้น หรือทิ้งไว้บนพื้นผิวเป็นเวลานานจะทำให้มีประสิทธิภาพการทำความสะอาดมากขึ้น

จากการศึกษาวิจัยทั้งในสัตว์ทดลองและในคน พบว่า อันตรายของสารนี้ คือ ระคายเคืองต่อดวงตา และผิวหนัง โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารนี้ในผลิตภัณฑ์ และระยะเวลาที่ผลิตภัณฑ์สัมผัสร่างกาย ซึ่งขณะ นี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่ชัดเจนสรุปว่าสาร SLS มีความเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดมะเร็งในคนด้วย ..

ด้วยเหตุนี้เองทำให้หลายต่อหลายคน เกิดการแพ้ SLS และ SLES หรือเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร SLS และ SLES เข้มข้น หรือทิ้งไว้บนผิวนานเกินไป จะเกิดการระคายเคืองผิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีผิวบอบบางและแพ้ง่าย เพราะ SLS และ SLES กำจัดไขมันบนผิวมากเกินไป ทำให้ผิวแห้งตึง การที่ผิวแห้งเกินไปนั้นทำให้ผิวอ่อนแอลงเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาผิวต่าง ๆ เช่น สิว ฝ้า กระ และริ้วรอย

 

Lifestyle

มหัศจรรย์ผมสวยด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น🌴

sls sles

น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันครอบจักรวาล อยู่คู่บ้านคู่เมืองประเทศในเขตร้อนอย่างเรามาช้านาน มีวิธีการใช้น้ำมันมะพร้าวมากมาย ใช้ทั้งกินเพื่อบำรุงร่างกาย อมกลั้วบ้านปากเพื่อป้องกันโรค หรือที่เรียกว่าออยพัวริ่ง (oil pouring) ใช้ทาบำรุงผิวหน้าและผิวกายเพื่อความชุ่มชื่น

ในบทความนี้ เราจะมาดูประโยชน์เฉพาะเจาะจงกันที่เส้นผมและหนังศีรษะ ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวที่มีต่อเส้นผมนั้นมีคุณสมบัติที่โดดเด่นอย่างมากทำให้น้ำมันมะพร้าวเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในแวดวงความงามค่ะ

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น คือน้ำมันมะพร้าวที่สกัดโดยไม่ผ่านความร้อน จึงทำไม่ทำให้สูญเสียวิตามินและคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวไป ผลิตโดยการใช้เนื้อมะพร้าวสด คั้นและตั้งทิ้งไว้ให้น้ำมันแยกตัวกับแยกตัวกับน้ำ และคัดนำส่วนที่ดีที่สุดมาใช้ มีลักษณะเป็นน้ำมันสีใส

น้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันอิ่มตัวสูง จึงเป็นไขได้ง่ายและเร็วกว่าน้ำมันชนิดอื่นๆ เมื่อน้ำมันมะพร้าวเป็นไขจะมีลักษณะขาวขุ่น สามารถเป็นไขได้เมื่อมีอุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่ใช่สิ่งไม่ดีหรือผิดปกติอะไร เราสามารถพบน้ำมันมะพร้าวเป็นไขอยู่ในขวดเมื่อวางขายในห้างสรรพสินค้า นั่นเพราะการเป็นไขคือคุณสมบัติปกติของน้ำมันมะพร้าว และยังเป็นสัญญาณบอกถึงคุณภาพที่ดีของน้ำมันมะพร้าวยี่ห้อนั้น ๆอีกด้วย โดยวิธีที่จะทำให้น้ำมันมะพร้าวหายเป็นไข พร้อมใช้งานก็ทำได้ง่ายๆ ก็เพียงแค่วางทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องสักครู่ น้ำมันมะพร้าวจะกลับมาเป็นน้ำมันสีใสดังเดิม หรือใช้มือถูนวด เป็นการวอร์มน้ำมันมะพร้าวก่อนใช้ โดยห้ามตากแดดหรือให้ความร้อนใด ๆ เพราะจะทำให้น้ำมันมะพร้าวสูญเสียวิตามินและคุณประโยนช์ต่าง ๆไป

น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่มีโมเลกุลขนาดกลางสามารถซึมซาบได้เร็ว มีฤทธิต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเกิด ออกซิเดชั่น ทำให้สามารถชะลอการเสื่อมของเซลล์ ชะลอวัย และฟื้นฟูเซลล์ต่างๆในร่างกาย รวมถึงเซลล์เส้นผม  เพียงแค่ชโลมน้ำมันมะพร้าวลงบนเส้นผมและหนังศีรษะ ทิ้งไว้อย่างน้อย 10-15 นาที หรือ 1 ชั่วโมง สามารถช่วยลดการร่วงของเส้นผม และชะลอการหงอกขาวของเส้นผมได้ด้วย  อีกทั้งยังสามารถหมักทิ้งไว้ข้ามคืนโดยไม่สงผลเสียใดๆต่อเส้นผม ซึ่งหลังจากหมักเสร็จแล้ว ก็ล้างทำความสะอาดตามปกติ จะทำให้เส้นผมและหนังศีรษะแข็งแรง ชุ่มชื่น ส่งผมให้ผมและดูนุ่มสวย ดกดำเงางามมีน้ำหนัก เป็นการแก้ปัญหาและดูแลเส้นผมที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง

นอกจากนี้น้ำมันมะพร้าวยังสามารถใช้เป็นส่วนผสมหลักในสูตรหมักผมอื่นๆ โดยน้ำมันมะพร้าวจะทำให้ประโยชน์จากส่วนผสมอื่นๆ ซึมซาบลงบนเส้นผมและหนังศรีษะได้ดีขึ้นอีกด้วย

 

🌴สูตรหมักผมด้วยน้ำมันมะพร้าว 🌴

1 สูตรหมักผมด้วยน้ำมันมะพร้าว + น้ำผึ้ง + อโวคาโด

 

2 สูตรหมักผมด้วยน้ำมันมะพร้าว + ไข่แดง

sls sles

ส่วนผสม

  • น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง

วิธีทำ

-แยกไข่แดงออกจากไข่ขาว ใช้เฉพาะไข่แดง 2 ฟอง ผสมให้เข้ากับน้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ

-หวีผมก่อนทำการหมักผมเพื่อป้องกันไม่ให้ผมพันกัน และให้ส่วนผสมสัมผัสผมได้ทั่วศรีษะ

-ใช้ส่วนผสมหมักผมทิ้งไว้ 30 นาที และสระผมออกตามปกติ

-ควรทำต่อเนื่องอย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกันหนึ่งเดือน

 

3 สูตรหมักผมด้วยน้ำมันมะพร้าว + น้ำผึ้ง + โยเกิร์ต+น้ำมะนาว

sls sles

 

ส่วนผสม

  • น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • โยเกิร์ต รสธรรมชาติ 1 ถ้วย

วิธีทำ

-ผสมน้ำมันมะพร้าว น้าผึ้ง และน้ำมะนาวให้เข้ากัน

-นำส่วนผสมข้างต้นไปผสมกับโยเกิร์ต  คนให้เข้ากัน

-ใช้หมักผมครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ที่เหลือสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อนำไปใช้ในครั้งถัดไปได้

-ระหว่างหมักควรนวดเส้นผมและหนังศีรษะไปด้วยเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต

-หมักทิ้งไว้ 30-60 นาทีแล้วสระออกตามปกติ

 

 

Knowledge, Uncategorized @th

ระวัง! ผมนุ่มสลวยเพียงชั่วคราว ด้วย SILICONE

paraben head cover

 

ซิลิโคนเป็นส่วนผสมหนึ่งที่แทบขาดไม่ได้เลย..ในกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมทั้งหลายในตลาด  เพราะมีคุณสมบัติยึดติดกับพื้นผิวสูง เมื่อเราใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผลมของซิลิโคนลงบนเส้นผม ซิลิโคนจะเกาะเคลือบอยู่บนเส้นผมและหนังศีรษะของเรา ทำให้เกิดความลื่น แม้เราจะสระล้างแชมพูหรือคอนดิชันเนอร์ออกไปแล้ว แต่จะมีความรู้สึกนุ่มลื่นทันที ผมไม่พันกัน เป็นเพราะคุณสมบัติของเนื้อซิลิโคน แต่นั่นไม่ใช่ผิวของเส้นผมของเราจริงๆ ไม่ใช่การนุ่มลื่นจากการบำรุงใดๆอย่างที่หลายคนอาจจะเข้าใจผิดกัน ในครีมนวดผม หรือครีมหมักผม เซรั่มบำรุงผม จึงมีซิลิโคนผสมอยู่มากกว่าแชมพู เพื่อให้รู้สึกนุ่มลื่นมากกว่านั่นเอง!

ซิลิโคนเป็นโพลิเมอร์ชนิดหนึ่ง ประกอบด้วย ซิลิกอน และออกซิเจน เป็นสารสังเคราะห์ที่ไม่สามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซิลิโคนที่นิยมนำมาใช้ในวงการเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผมนั้นมีอยู่หลายชนิด และปรากฏในหลายชื่อ ได้แก่ Dimethicone, Dimethicone,Phenyl Trimethicone, Amodimethicone, Cyclomethicone ส่วนใหญ่จะลงท้ายด้วยคำว่า Cone สามารถมองหาได้ในส่วนประกอบสำคัญบนฉลากของผลิตภัณฑ์

และเนื่องจากซิลิโคนไม่ใช่สารบำรุง เป็นสิ่งที่ช่วยให้เรารู้สึกดีเพียงชั่วคราว และแน่นอนมันมีผลเสียต่อเส้นผมและหนังศรีษะมากมาย เมื่อเราใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของซิลิโคนเป็นประจำซิลิโคน จะตกค้างสะสม และพอกหน้าขึ้นเรื่อยๆ ซิลิคนเหล่านั้นจะปกคลุมเส้นผมทำให้เส้นผมไม่สามารถดูดซับสารบำรุงซึ่งเป็นอาหารผมเป็นเวลานาน ทำให้เส้นผมอ่อนแอลง

น้ำหนักของซิลิโคนยังทำให้เส้นผมหนัก ลีบแบน ขาดขีวิตชีวา ซิลิโคนยังเข้าไปเคลือบหนังศรีษะอุดตันรูขุมขน ทำให้ผมร่วง  ขัดขวางการงอกใหม่ของเส้นผม ทำให้ผมที่งอกออกมาเส้นเล็ก อ่อนแอ ขาดง่าย สาเหตุหนึ่งของการสูยเสียเส้นผม หรือศีรษะล้าน  ในบางรายอาจเกิดอาการแพ้ ในรายที่ผิวบอบบางแพ้ง่าย อาจเกิดผื่น หรือตุ่มแดง ขึ้นบนหนังศรีษะ หรือผิวหนังบริเวณอื่นๆที่ผลิตภัณฑ์สัมผัสโดน เช่น แนวไรผม อาจลามไปถึง กรอบหน้า ลำคอ หรือแผ่นหลัง เป็นต้น

นอกจากซิลิโคนจะเป็นอันตรายต่อเส้นผมและหนังศรีษะของเราแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อโลกของเราอีกด้วย เนื่องจากว่าซิลิโคนไม่ใช่สารที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ จึงไม่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ ซิลิโคนในผลิตภัณฑ์ที่ไหลลงท่อไปปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติ ยังเป็นพิษต่อสัตว์น้ำ และระบบนิเวศอีกด้วย

ปัจจุบันหลายประเทศในโลกเริ่มตื่นตัวกับอันตรายของซิลิโคน โดยเฉพาะ ในประเทศญี่ปุ่น ตอนนี้ทั่วโลกเริ่มมีผลิตภัณฑ์ปราศจากซิลิโคนออกมา และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่รักสุขภาพเส้นผม และรักษ์โลกของเราอย่างแท้จริง..

 

 

Knowledge, Uncategorized @th

สารกันเสีย Paraben กับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง

sls sles

 

เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายต่างๆ จำเป็นต้องใช้สารกันเสีย หรือ Preservative เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นอยู่ได้นานโดยไม่บูดเน่า โดยหน้าที่ของสารกันเสียคือการยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์ต่างๆอันเป็นสาเหตุของการเน่าเสีย

พาราเบน (Paraben) เป็นสารกันเสียที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากมีฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อได้หลายชนิด สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ยีสต์ และแบคทีเรียได้ทั้งหมด โดยพาราเบนนำมาใช้นั้นมีหลายชนิด สามารถมองหาได้ตามฉลากผลิตภัณฑ์  ได้แก่ Methylparaben,  Butylparaben, Propylparaben, Isopropylparaben, Isobutylparaben และในผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จะนิยมใช้พาราเบนควบคู่กันหลายตัว ในหนึ่งผลิตภัณฑ์อีกด้วย

พาราเบน(Paraben) เป็นสารเภทสารรบกวนฮอร์โมน ทำงานโดยไปรบกวนฮอร์โมนการเกิดและเจริญเติบโตของเชื้อต่าง ๆในเครื่องสำอาง พาราเบนนั้นมีลักษณะคล้าย เอสโทรเจน หรือก็คือฮอร์โมนเพศหญิงในมนุษย์ จึงมีการถกเถียงกันในหมู่นักวิทยาศาสตร์และวงการเครื่องสำอางทั่วโลกว่าพาราเบนนั้นมีผลต่อฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งหรือไม่ มีรายงานการศึกษาว่าร้อยละ 99 ของการตรวจสอบเนื้อเยื่อมะเร็งเต้านม พบว่ามีพาราเบนประกอบอยู่ด้วย และพบว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งบริเวณเต้านมส่วนบนใกล้รักแร้ ซึ่งเป็นบริเวณที่ใกล้กับต่อมน้ำเหลืองที่สัมผัสกับโรลออนระงับกลิ่นกายเป็นประจำ

แต่ถึงอย่างไรยังคงไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันชัดเจนว่าพาราเบนส่งผลเสียอย่างที่กล่าวมาแต่อย่างใด และยังมีรายงานว่าพาราเบนนั้นไม่ได้มีฤทธิ์รุงแรงอะไร เนื่องจากออกฤทธิ์น้อยกว่าฮอร์โมนเอสโทรเจนที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเองถึง 100,000 เท่า ซ้ำยังสามารถถูกดูดซึม และย่อยสลายได้เร็ว และง่ายมาก จึงมีโอกาสน้อยเหลือเกินที่จะเกิดการสะสม จนส่งผลเสียรุงแรงต่อร่างกาย

ด้วยความกังขาในความปลอดภัยของพาราเบนนี้ หลายประเทศในโลกเริ่มประกาสห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายแล้ว เช่น ประเทศในกลุ่ม EU และ ASEAN และถูกจำกัดปริมาณการใช้ในอีกหลายๆประเทศ

 

 

Health

⚠️ สารเคมี”อันตราย”ในเครื่องสำอางที่คุณอาจไม่เคยรู้ !

 

chem

ปัจจุบันผู้คนให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ บุคลิกภายนอกกันมากขึ้น จึงมีการผลิตเครื่องสำอางนานาชนิดขึ้นมาออกวางจำหน่ายในท้องตลาดเกลื่อนไปหมด ทั้งที่ได้มาตรฐาน หรือจะเป็นเครื่องสำอางเถื่อน การันตีเห็นผลดี3วัน7วัน ผลิตจากโรงงานเถื่อน ไม่ได้รับการจดแจ้งรับรองโดน อย. ไม่รู้ว่าใช้ไปจะต้องเสียเงินอีกเท่าไหร่รักษาผลข้างเคียง แต่ไม่ว่าจะชนิดไหนก็มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น ..

 “เครื่องสำอาง” 

ในที่นี่ไม่ได้หมายถึงเพียงเฉพาะแค่ผลิตภัณฑ์จำพวกแต่งเติมสีสัน เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังหมายถึงผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่คุณใช้ตั้งแต่การอาบน้ำ สระผม จนกระทั่งขั้นตอนการบำรุงผิว.. ซึ่งก็มาพร้อมคำโฆษณาว่ามีคุณสมบัติแสนดีมากมาย แต่หารู้ไม่ว่า .. ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นแฝงไว้ด้วยสารเคมีอีกนับไม่ถ้วน ที่เราอาจสะสมสารเหล่านี้โดยที่เราไม่รู้ตัว!!

โดยทั่วๆไปแล้ว เครื่องสำอางก็จะประกอบไปด้วยสารดังต่อไปนี้

💧 น้ำ, น้ำมัน, สารที่ทำให้ข้น, สารที่ทำให้ลื่น, สารให้ความชุ่มชื่น, สารกันเสีย, น้ำหอม และ สีสังเคราะห์ 💦

สารดังกล่าวมักไม่ค่อยพบว่าเกิดการแพ้ในผู้ใช้ส่วนใหญ่ แต่อาจมีการระคายเคือง เกิดผื่น หรือสิว จากน้ำหอมและสีในกลุ่มผู้ใช้ที่มีอาการแพ้ง่ายอยู่บ้าง แต่สารที่เป็นอันตรายจริงๆ ถูกห้ามใช้ และมีผลข้างเคียงในระยะยาวต่อผู้บริโภคนั้นมีอะไรบ้าง .. เรายกมา 10 สารหลักที่มีผู้ได้รับผลข้างเคียงมาแล้วจำนวนไม่น้อย ดังต่อไปนี้

1.สารสเตียรอยด์

เสตียรอยด์มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสี (melanin) ทำให้ปริมาณเม็ดสีลดลงส่งผลให้ผิวขาวขึ้น  จึงมักพบในครีมลดเลือนจุดด่างดำ ครีมหน้าขาวที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือครีมทาฝ้าหลายๆยี่ห้อ

⚠️ผลข้างเคียงจากการใช้  การใช้ยาทาเสตียรอยด์ในความเข้มข้นสูง ใช้ผิดวิธี และใช้เป็นระยะเวลานานต่อเนื่องอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทั้งภายนอกและภายในร่างกาย เช่น ผดผื่นขึ้นง่าย ผิวหน้าบาง ทำให้มลภาวะสารพิษจากภายนอกเข้าสู่ผิวหนังชั้นแท้ได้ง่ายขึ้น และเห็นเส้นเลือดแดงตามใบหน้าชัดขึ้น ทำให้ผิวไวต่อแสง เกิดสิวอุดตันอักเสบเรื้อรังจากการติดสารสเตียรอยด์ในครีม

2.พาราเบน (PARABEN)

เป็นสารกันเสียที่ใช้ต้านการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์อย่างแบคทีเรียและเชื้อรา นิยมใช้อย่างมากในกลุ่มเครื่องสำอางจำพวกผิวหนังและเส้นผม รวมถึงผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่น หรือโรลออน

⚠️ผลข้างเคียงจากการใช้  นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มได้ทำการวิจัยและพบว่า พาราเบนอาจจะมีความเกี่ยวพันกับการเป็นต้นเหตุของสารก่อมะเร็งเต้านม เนื่องจากมีการผสมพาราเบนในผลิตภัณฑ์ใต้ระงับกลิ่นใต้วงแขน องค์กรในหลายๆประเทศจึงรณรงค์ให้เลี่ยงการใช้พาราเบน ที่พบว่าเสี่ยงต่อการระคายเคืองผิว อาจขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ และอาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม

3.SLS/SLES (Sodium Lauryl Sulfate/Sodium Laureth Sulfate)

เป็นสารเคมีประเภทซักฟอก และลดแรงตึงผิว ซึ่งมีคุณสมบัติในการทำความสะอาด เป็นสารที่มีราคาถูก จึงมักถูกใช้ในผลิตภัณฑ์ จำพวกแชมพู หรือเจลอาบน้ำ ยาสีฟัน เพื่อทำให้เกิดฟองปริมาณมากๆ ผู้บริโภคจึงรู้สึกว่าสามารถกำจัดไขมันออกจากผิวและผมอย่างหมดจด

⚠️ผลข้างเคียงจากการใช้  สารสองชนิดนี้ก่อให้เกิดความระคายเคืองกับผิว หนังศรีษะ และดวงตา ทำให้เกิดอาการแพ้ เป็นผดผื่น หรือเกิดสิวได้ง่าย หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน สารสองชนิดนี้ก็อาจตกค้างอยู่ในผิวหนังและยังเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งอีกด้วย

4.Silicone

ซิลิโคน เป็นสารเคมีที่ทำให้เส้นผมมีความลื่นเป็นมันวาว สปริงตัว หวีง่าย โดยซิลิโคนจะทำหน้าที่คล้ายฟิล์มพลาสติกบางๆ เคลือบเส้นผมบนหนังศีรษะของเราไว้ เวลาหวีจึงให้ความรู้สึกว่าผมสลวย หรือนุ่มลื่นทันทีหลังใช้ พบในผลิตภัณฑ์จำพวกแชมพู ครีมนวดทั่วไป

⚠️ผลข้างเคียงจากการใช้  สารซิลิโคนมักเข้าไปตกค้างอุดตันในรูขุมขนบนหนังศีรษะ ผมลีบแบน ทำให้เซลล์รากผมทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ ผมเกิดการหลุดร่วงได้ง่าย ทำให้มีปัญหาเรื่องการขับเหงื่อตามมา เกิดการอุดตันและเป็นสิวเรื้อรังบนหนังศรีษะ

5.สารตะกั่ว

สารตะกั่วเป็นโลหะหนักสีน้ำเงิน จัดเป็นสารอันตราย ที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง กฎหมายกำหนดไว้ว่า อาจพบสารตะกั่วได้ในอัตราส่วนไม่เกิน 20ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนัก หากพบว่าผลิตภัณฑ์ใดมีสารตะกั่วเกินกว่านี้ จะเข้าข่ายเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัย แต่ก็มักตรวจพบว่ามีการปนเปื้อนของสารตะกั่วเกินปริมาณที่กฎหมายกำหนดในเครื่องสำอางจำพวก ลิปสติก สีทาเล็บ ครีมรองพื้น หรือครีมหน้าขาวที่ไม่ได้มาตรฐาน

⚠️ผลข้างเคียงจากการใช้  สารตะกั่วสามรถเข้าสู่ร่างกายได้หลายวิธีทั้งทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ หากถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะก่อให้เกิดอาการปวดบิดในท้องอย่างรุนแรง ร่วมกับอาการท้องผูก อาจขับถ่ายเป็นเลือด หรือมีอาการซีด อ่อนแรง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วขึ้น และตะกั่วยังไปลดอัตราการสร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้ผู้ที่ได้รับสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายหรือกระแสเลือดอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

6.ไฮโดรควิโนน

คือสารเคมีที่ออกฤทธิ์ดยการยับยั้งกระบวนการทางเคมีของเซลล์สร้างเม็ดสี เมื่อปริมาณเม็ดสีลดลง จึงส่งผลให้ผิวขาวขึ้นได้ ดังนั้น ไฮโดรควิโนนจึงถูกนำมาใช้เป็นยาทารักษาผิวที่เป็นฝ้า กระ และจุดด่างดำ

⚠️ผลข้างเคียงจากการใช้  สารชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหน้าขาวขึ้นในระยะแรกๆ แต่จะทำให้ผิวกลายเป็นด่างขาวผิดปกติในที่สุด ทำให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคือง ผดผื่นขึ้น ผิวหน้าดำคล้ำขึ้นจนกลายเป็นฝ้าถาวรไม่สามารถรักษาได้ อาจมีอาการแสบร้อน ตุ่มแดง และภาวะผิวคล้ำมากขึ้นในบริเวณที่ทา หากใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดเป็นฝ้าถาวร เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง ผู้ที่ได้รับยานี้เกินขนาดตัวยาจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและสามารถกระตุ้นให้ร่างกายมีอาการสั่นหรือเกิดภาวะลมชัก หรือกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ยาได้

7.COAL TAR

หรือเรียกง่ายๆว่า น้ำมันดิน เป็นสารเคมีพวก Hydrocarbon ที่ได้มาจากธรรมชาติ เช่น ถ่านหิน หรือต้นไม้ที่ตายทับถมกันมานาน บางครั้งมีการผสม Salicylic acidในแชมพูเพื่อช่วยลอกสะเก็ดหนาบนศีรษะ จึงเป็นสารออกฤทธิ์สำคัญในแชมพูขจัดรังแค และครีมทาแก้คันต่างๆ เช่น โรคสะเก็ดเงิน

⚠️ผลข้างเคียงจากการใช้  เนื่องจาก coal tar ออกฤทธิ์แรงต่อผิวและหนังศรีษะให้แห้งและลอกออก จึงอาจเกิดการระคายเคืองหากใช้ต่อเนื่องในเวลานาน มีอาการรูขุมขนอักเสบ ผิวหนังแสบเคือง ก่อให้เกิดการปะทุของแบคทีเรีย และยังเป็นสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งผิวหนัง

8. 1,4 ไดออกเซน (1,4 Dioxane)

เป็นของเหลวใส ไม่มีสี มีกลิ่นจำเพาะ(กลิ่น ether) ระดับที่ได้กลิ่นเป็นระดับที่อันตราย ละลายน้ำได้ง่าย ไอระเหยหนักกว่าอากาศ ก่อให้เกิดประกายไฟ ติดไฟได้ง่าย ใช้เป็นสารเพื่อเพิ่มความเสถียรของสารละลาย พบปนเปื้อนอยู่ในสบู่เหลว ผงซักฟอก และแชมพู ที่มีส่วนประกอบของ polyethylene glycol (PEG), polyethylene, polyoxyethylene

⚠️ผลข้างเคียงจากการใช้  สารชนิดนี้สามารถดูดซึมได้ทางผิวหนัง และการหายใจเอาไอระเหยเข้าไป จะทำให้เกิดอาการไอระคายเคืองรุนแรงต่อเยื่อบุจมูก ดวงตา ทางเดินหายใจ ถ้าได้รับปริมาณมากมีผลต่อไต และตับ ทำให้เสียชีวิตได้ ทั้งยังเป็นสารก่อมะเร็งตับและมะเร็งจมูก

9.TOLUENE

เป็นสารตัวทำละลายอินทรีย์ที่สำคัญในกลุ่มของสารอินทรีย์ระเหยง่าย เป็นของเหลวใส ไม่มีสี มีกลิ่นฉุน พบมากในสีย้อมผม และสีทาเล็บ

⚠️ผลข้างเคียงจากการใช้  อาจมีการระคายเคืองเมื่อสัมผัสถูกผิวหนัง หากมีการสัมผัสบริเวณเดิมซ้ำๆจะทำให้ผิวหนังแห้งอักเสบ และหากสูดดมไอระเหยของสารโทลูอีนเป็นเวลานาน อาจให้เซลล์เม็ดเลือดผิดปกติ และมีผลต่อไขกระดูกและโลหิต และถ้าสูดดมในระยะสั้น อาจทำให้เกิดอาการเวียนหัว มึนงง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร เป็นอันตรายต่อระบบหายใจ และเป็นอันตรายต่อระบบสมองส่วนกลาง

10.สารฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde)

เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยได้ กลิ่นฉุน เป็นสารเคมีที่พบได้ในสี กาว สารเคลือบเฟอร์นิเจอร์ไม้ต่างๆ และเป็นส่วนผสมของน้ำยาทาเล็บ สบู่ สารชนิดกำลังถูกสงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง และมักทำให้ผิวหนังแสบร้อน และผิวรอบดวงตาระคายเคือง

⚠️ผลข้างเคียงจากการใช้  หากมีการสัมผัสถูกสารชนิดนี้โดยตรงทางผิวหนัง ทำให้เกิดผิวหนังอักเสบเกิดอาการคัน หรือหากสูดดมไอระเหยของสารฟอร์มัลดีไฮด์อาจทำให้รู้สึกแสบตาและระคายเคืองในทางเดินหายใจ มีอาการไอ และหากสูดดมเกิน 0.1 ppm จะทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอกเฉียบพลัน หอบคล้ายเป็นหืด อาจถึงขั้นเป็นปอดอักเสบ  หรือปอดบวมน้ำเฉียบพลัน และอาจทำให้เสียชีวิตได้

 


“ทั้งหมดนี้..เป็นสารอันตรายเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ปนเปื้อนอยู่ในเครื่องสำอาง ดังนั้นก่อนเลือกซื้อในครั้งต่อไปก็ควรจะพิจารณาถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ละเอียดเสียก่อน หรือลองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติมาใช้ เพื่อความปลอดภัยต่อผิว ต่อผม และสุขภาพในระยะยาว และคงความงามให้อยู่ไปนานๆ อย่าตกเป็นเหยื่อคำโฆษณาจนหน้าพังเลยนะคะ”

 

ที่มา :

http://www.safecosmetics.org

http://med.mahidol.ac.th/ramapharmacy/th/knowledge/general/04072016-2055-th

http://community.akanek.com

http://chemipan.net

 

Health

“สิว” ปัญหาผิวสุดคลาสสิก ป้องกันได้ด้วยความเข้าใจ

3

เชื่อว่าทุกคนล้วนเคยเป็นสิวกันใช่ไหมคะ แล้วเคยสังเกตมั้ยคะ…ว่าคนที่เป็นสิวก็จะเป็นสิวมากอยู่อย่างนั้น ใครโชคดีไม่ค่อยเป็นสิวก็จะไม่ค่อยเป็นเลย นั่นเป็นเพราะสาเหตุของสิวหลักๆนั้น ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม ฮอร์โมน และลักษณะผิวตามธรรมชาติของแต่ละคน แต่อย่าเพิ่งน้อยใจกันไปค่ะ แม้ว่าเราจะมีต้นทุนทางพันธุกรรมไม่เท่ากัน แต่ถ้าเราเข้าใจและรู้วิธีที่ถูกต้องในการจัดการกับสิว ปรับพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการก่อให้เกิดสิว หน้าสวยเรียบใสก็จะไม่ไกลเกินความสามารถของเราอย่างแน่นอน

ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับสิวแต่ละชนิดกันอย่างละเอียด ว่าปัญหาสิวของแต่ละคนมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะหาทางล้างบางเหล่าสิวตัวร้ายให้ถูกจุดกัน!

สิว ในที่นี้จะหมายถึงสิวที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า “สิวปกติ” ซึ่งจะต่างจาก ”สิวไม่ปกติ” อื่นๆ เช่น สิวแพ้ยา,ผื่นคล้ายสิว, สิวเทียม, สิวผดจากยีสต์, สิวสเตอรอยด์  เป็นต้น

มาทำความรู้จักกับ จุดกำเนิดของสิว ซึ่งนั่นก็คือภายในรูขุมขนของเรานั่นเอง…

ภายในรูขุมขนจะประกอบด้วย

  • เส้นขน หรือขนอ่อน
  • ต่อมไขมัน ทำหน้าที่ผลิตไขมันออกมาจากรูขุมขน ขึ้นมาหล่อเลี้ยงผิว สร้างสมดุลความชุ่มชื่น ซึ่งเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกาย
  • เซลล์บุผนังรูขุมขน ที่จะผลัดเองโดยธรรมชาติ โดยปกติจะผลัดออกทุกๆ 28 วัน

เมื่อส่วนประกอบข้างต้นเกิดมีปริมาณที่ไม่สมดุลไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม และมีสิ่งสกปรกต่างๆ เช่น ผุ่นผงในอากาศ หรือสิ่งสกปรกที่มาสัมผัสกับใบหน้า เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ตกค้างอยู่บนใบหน้าและรูขุมขน เกิดเป็นต้นตอของสิวทั้งมวลนั่นคือ เกิดการก่อตัวสะสมของสารเหนียวชนิดหนึ่ง ที่เราเรียกว่า “คอมิโดน” (comedones) ขึ้นภายในรูขุมขนของเรา

คอมิโดน = ขนอ่อน + น้ำมัน + เซลล์ผิวที่ลอกตัว + ฝุ่นผงและสิ่งสกปรกต่างๆ

Artboard 1

คงพอจะนึกออกกันแล้วใช่ไหมคะ… ว่ามันไม่ง่ายเลยที่หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการก่อตัวของสาร “คอมิโดน” ต้นตอของสิว

สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อการก่อตัวของ โคมิโดน

กล่าวคือ โคมิโดน เกิดขึ้นจากความไม่สมดุลของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลายๆสิ่ง จากส่วนประกอบของโคมิโดน ดังที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งมีสาเหตุมากจากหลายปัจจัย ดังต่อไปนี้ค่ะ

1.ฮอร์โมน แอนโดรเจน (androgen)      

ฮอร์โมน แอนโดรเจน (androgen) ส่งผลถึงปริมาณการผลิตไขมันจากต่อมไขมันและปริมาณการผลัดเซลล์ผิวโดยฮอร์โมน แอนโดรเจน พบมากในเพศชาย แต่ก็พบได้ในเพศหญิง เช่นกัน โดยช่วงที่ฮอร์โมนแอนโดรเจนนี้ส่งผลให้ต่อมไขมันผลิตไขมันออกมามากเป็นพิเศษ คือช่วงที่ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงผันผวนในหลายๆกรณี ได้แก่

  • ช่วงฮอร์โมนพลุ่งพลานในช่วงวันรุ่น
  • ช่วงการมีรอบเดือน หรือการตั้งครรภ์ในเพศหญิง
  • ความเครียด และการพักผ่อนน้อยก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
  • อาหารบางประเภทมีผลกระตุ้นฮอร์โมน เช่น อาหารที่มีไอโอดีน และฟลูออไรด์ เช่น อาหารทะเล สาหร่ายทะเล หอย ผักโขม อาหารคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น แป้ง น้ำตาล อาหารจำพวกนม หรือชีส มีส่วนประกอบเป็นฮอร์โมนแอนโดรเจน กระตุ้นการผลิตไขมันในรูขุมขน รวมทั้งอาหารรสจัด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ความแปรปรวนของฮอร์โมนตามพันธุกรรม เนื่องจากร่างกายของแต่ละบุคคลมีพันธุกรรมที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการผลิตฮอร์โมนที่ต่างกัน ซึ่งธรรมชาติการผันผวนของฮอร์โมนจากผลกระทบต่อปัจจัยต่าง ๆในแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน บางคนผันผวนมาก ผันผวนน้อย ส่งผลต่อโอกาสในการเกิดสิวที่แตกต่างกันตามธรรมชาติของบุคคล

2.โครงสร้างของผิวตามพันธุกรรม 

คือความแข็งแรงของผิว ความสามรถในการซ่อมแซมผิว และระบบน้ำเหลืองส่งผลต่อการเกิดสิวของแต่ละบุคคล

3.การละเลยการดูแลผิวหน้า การดูแลผิวหน้าที่ผิดวิธี

  • การปล่อยให้หน้ามันโดยไม่ดูแลรักษาโดยถูกวิธี เพิ่มโอกาสให้ไขมันเหล่านั้นก่อตัวเป็นคอมิโดน
  • การปล่อยให้หน้าแห้งเกินไป โดยการอยู่ในห้องปรับอากาศ หรือสัมผัสแสงแดดมากๆ โดยไม่ป้องกันบำรุงด้วยมอสเจอร์ไรเซอร์ทำให้ร่างกายพยายามสร้างไขมันขึ้นมาทดแทนมากขึ้น ทำให้เกิดสิวง่าย
  • การขัดหน้าบ่อยเกินไป ทำให้ผิวหน้าหหนารูขุมขนแคบลง ทำให้เกิดสิวอุดตันได้ง่ายขึ้น
  • การใช้กระดาษซับมันบ่อย ๆ เป็นการขจัดไขมันออกไปมากเกินไป ยิ่งเป็นกระตุ้นให้ร่างกายสร้างไขมันมากขึ้น
  • การล้างหน้าบ่อยเกินไป กระตุ้นการสร้างไขมันส่วนเกินบนใบหน้าเช่นกัน
  • รักษาความสะอาดได้ไม่ดีพอ ทำให้มีความมันและสิ่งสกปรกตกค้างบนใบหน้า ต้นเหตุของสิว การล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าอย่างเดียว โดยไม่ใช้ผลิตภัณฑ์เช็ดเครื่องสำอางก่อน ทำให้ไม่สามารถล้างเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าได้หมด ทำให้ตกค้างสะสมบนใบหน้า

สิว 

แบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ๆ 2 ประเภท ได้แก่ สิวอุดตัน และสิวอักเสบ

โดยสิวทั้งสองประเภทนี้มีต้นกำเนิดมาจากการก่อตัวของ “คอมิโดน” เช่นเดียวกัน ซึ่งพูดง่ายเลยก็คือ

สิวอักเสบนั้นเกิดจาก “สิวอุดตัน” ที่เกิดการลุกลามกลายเป็น“สิวอักเสบ”

สาเหตุที่ทำให้สิวอุดตันธรรมดากลายร่างเป็นสิวอักเสบ มีหลายสาเหตุ ดังต่อไปนี้

  1. เกิดการแตกหรือรั่วของผนังรูขุมขน เนื่องจากขนาดของ “คอมิโดน” ที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่รูขุมขนจะรับไหว
  2. เกิดการแตกหรือรั่วของผนังรูขุมขน เนื่องจากการกด หรือบีบสิวอุดตัน
  3. สิวอุดตันติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดการอักเสพของผิว เชื้อแบคทีเรียทำให้สิวอุดตันกลายเป็นสิวอักเสพนั้นส่วนใหญ่ คือ เชื้อ Propionibacterium acnes หรือเรียกย่อ ๆว่า “P.Acne”

สาเหตุการเกิดสิว 

ลักษณะของสิวแบบต่างๆ

1.สิวอุดตัน (comedone) หรือ สิวไม่อักเสบ (non-inflammatory acne) 

สิวชนิดนี้ไม่มีความรุนแรงมากนัก ไม่ก่อความเจ็บปวดใดๆ สิวชนิดนี้ยังมีชื่อเรียกที่คุ้นหูอีกหลายชื่อ ได้แก่ สิวผด สิวเสี้ยน สิวไม่มีหัว สิวคอมีโดน ซึ่งจะมีชื่อเรียกแตกต่าง กันตามสิวอุดตันประเภทย่อยๆ ได้อีกดังนี้

  • สิวหัวเปิด(Open comedone) หรือ สิวหัวดำ (Black head) มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็กน้อย เส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 0.1-3 มิลลิเมตร และสังเกตดีๆ จะมีจุดดำอยู่ตรงกลาง ซึ่งจุดเหล่านี้ก็เป็นกลุ่มเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว, ไขมัน, และเชื้อ P.acnes อุดอยู่ในท่อเปิดของต่อมไขมัน  เกิดจาก“คอมิโดน” ที่อุดตันอยู่ในรุขุมขน ทำปฏิกิริยา oxidation กับออกซิเจนในอากาศ ทำให้มองเห็นเป็นจุดสีดำ สิวชนิดนี้ควรกำจัดออก เพื่อป้องกันไม่ให้สิวอุดตันเพิ่มขึ้นจนรูขุมขนรับแรงดันไม่ไหวเกิดการแตกหรือรั่ว หรือติดเชื้อแบคที่เรียจนกลายเป็นสิวอักเสบ แต่ควรกำจัดด้วยวิธีที่ถูกต้องไม่เช่นนั้นจะทำให้ผิวอักเสบจากการกดหรือบีบผิดวิธี กลายเป็นสิวอักเสบได้อีกเช่นกัน
  • สิวหัวปิด (Closed comedone ) หรือ สิวหัวขาว (White head ) เป็นตุ่มนูนเล็กน้อย เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.1-3 มิลลิเมตร มีสีเดียวกับผิวหนังปกติ สิวประเภทนี้เกิดจากการอุดตันสะสมอยู่ในท่อเปิดของต่อมไขมันและขุมขน (Pilosebaceous unit)  เกิดจากการก่อตัวสำสมของ “คอมิโดน”ในรูขุมขนใต้ผิวหนังที่มีทางออกเล็กมากจนมองไม่เห็น ตัวสิวไม่สามารถปรากฏให้เห็นจากภายนอก ไม่สามารถออกมาสัมผัสกับอาการเหมือนสิวหัวดำ ทำให้เกิดสิวลักษะเป็นเม็ดผดเล็กๆ สีใกล้เคียงกับผิว หรืออ่อนกว่าเล็กน้อย เราไม่สามารถกดสิวชนิดนี้ออกมาจากปากรูขุมขนที่เล็กเกินไปนี้ได้ หากยิ่งไปกดหรือบีบ ไขมันจะทะลักกลับเข้าไปในผิว ทำให้เนื้อเยื่อเสียกาย เกิดแผล รอยดำ หรือพัฒนาลุกลามเป็นสิวอักเสบได้อีก สิวชนิดนี้จะสามารถอยู่ใต้ผิวได้นานหลายสัปดาห์ ถึงหลายเดือน เนื่องจากไม่สามารถกดสิวชนิดนี้ออกมาได้ จึงมีโอกาสที่สิวจะสะสมอุดตันมากขึ้นทำให้เกิดการอักเสบได้เองมาก และข่าวร้ายก็คือ สิวชนิดนี้จะกลายเป็นสิวอักเสบถึง 75%

2.สิวอักเสบ (inflammatory acne)

สิวประเภทนี้เป็นการอักเสบของเม็ดอุดตัน โดยมีลักษณะเป็นเม็ดบวมแดง บางครั้งเป็นหัวหนอง หรืออาจจะกลายเป็นถุงซีสต์ ที่เรียกว่า “สิวหัวช้าง” โดยสิวอักเสบ สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดด้วยกัน นั่นคือ

  • สิว ชนิดตุ่มนูนแดง (Papule) มีขนาดแตกต่างกันออกไป ร้อยละ 50 ของสิวชนิดนี้เกิดจากสิวที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (microcomedone), 25% เกิดจากสิวหัวปิด และอีก 25% เกิดจากสิวหัวเปิด
  • สิวหนอง (Pustule) มีได้หลายขนาด อาจตื้น หรือ ลึกก็ได้ ถ้าเป็นสิวหนองชนิดตื้นจะหายได้เร็วกว่าชนิดที่เป็นตุ่มนูนแดงแข็ง (papule) ส่วนสิวหนองชนิดลึกมักจะพบน้อยกว่า และพบในผู้ที่เป็นสิวค่อนข้างรุนแรง โดยเริ่มมาจากตุ่มนูนแดงแข็งก่อน อาจเป็นอยู่ได้นานมากกว่า 7 วัน มักมีอาการเจ็บร่วมด้วย และใช้เวลาในการหายประมาณ 2-6 สัปดาห์
  • สิวอักเสบแดงเป็นก้อนลึก (Nodule) มักมีขนาดตั้งแต่ 8 มม. ขึ้นไป อาจใช้เวลาในการหายถึง 8 สัปดาห์ และมักจะทำให้เกิดเป็นรอยแผลเป็นตามมาได้
  • สิวเป็นถุงขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง (Cyst) พบได้ไม่บ่อย มักมีขนาดใหญ่ได้หลายเซนติเมตร ภายในบรรจุหนองหรือสารเหลวคล้ายเนย รอยโรคอาจรวมกันเป็นสิวขนาดใหญ่มากๆ ได้ สิวลักษณะนี้มักจะก่อให้เกิดรอยแผลเป็นเสมอ
  • สิวเสี้ยน (Trichostasis spinulosa) สิวประเภทนี้พบได้ค่อนข้างบ่อยเลยค่ะ โดยเฉพาะ บริเวณจมูก, คาง, ลำตัวส่วนบน, ต้นแขน และหลังบริเวณระหว่างกระดูกสะบัก ถึงเราจะเรียกว่าเป็นสิวเสี้ยน แต่จริงๆ แล้วทางการแพทย์ไม่จัดว่าสิวเสี้ยน เป็นสิวนะคะ เพียงแต่ว่าเนื่องจากบริเวณที่พบสิวเสี้ยนเป็นบริเวณใกล้เคียงกับที่พบสิวโดยทั่วไป และก่อปัญหาทางด้านความงามได้พอๆ กับสิวอื่นๆเลย

 

Artboard 3

**ปัจจัยที่ทำให้สิวอุดตัน กลายเป็นสิวอักเสบ**

1.โครงสร้างของผิวตามพันธุกรรม ผู้ที่มีผิวอ่อนแอและซ่อมแซมตัวเองได้น้อยกว่า เกิดการอักเสบจากดันจากสิวหรือการบีบกดสิวได้ง่ายกว่า

2.พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน การรบกวนผิวหน้าบ่อยๆ เช่นการจับ แคะ แกะ เกา การเสยผม เท้าคาง การนำโทรศัพท์มือถือแนบแก้มบ่อยๆ กระตุ้นการอักเสบของผิว และเปิดโอกาสให้เชื้ออแบคทีเรียเข้าสู่รูขุมขนได้ง่ายขึ้น

3.ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว ในกรณีของคนที่ทราบว่าตนเองมีผิวที่แพ้ง่าย แต่ยังเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เสี่ยงต่อการแพ้ เช่น ลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม หรือสีสังเคราะห์ และสารอันตรายต่างๆ หรือชอบลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆตามแฟชั่นที่เชื่อถือไม่ได้  ทำให้ผิวเสี่ยงต่อการอักเสบมากขึ้น

4.ความสะอาดของสิ่งที่ต้องสัมผัสกับใบหน้า เช่น ฟองน้ำลงรองพื้น แปรงปัดแก้ม อุปกรณ์แต่งหน้าต่างๆ เป็นที่สะสมของแบคทีเรีย ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ

5.การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ส่งผลให้เส้นเลือดตีบ ทำให้ผิวหน้าได้รับสารอาหารและออกซิเจนไม่เพียงพอ ผิวจึงไม่แข็งแรง ง่ายต่อการอักเสบ

รู้อย่างนี้แล้วการดูแลผิวหน้าให้สุขภาพดีไร้สิว ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป เพียงแต่ต้องอาศัยวินัยในการดูแลรักษา และต้องใจเย็นดูแลรักษาผิวอย่างอดทน เพียงแค่นี้ก็สามารถอวดผิวใสไร้สิวได้อย่างมั่นใจแล้วค่ะ

 

ที่มา

https://medthai.com

https://www.pharmabeautycare.com/